8 สิ่งเตรียมให้พร้อม ตม.โหดแค่ไหนก็ให้ผ่าน

0
161

“ การเตรียมความพร้อมที่มีประสิทธิภาพ ก็เหมือนก้าวไปสู่เป้าหมายแล้วครึ่งหนึ่ง “

การเดินทางไปท่องเที่ยวที่ประเทศญี่ปุ่นนั้น เราคงจะวางแผนมาเป็นอย่างดีว่าต้องไปสนุกสุดมันที่ไหน…ซึ้ง ๆ โรแมนติกกับใคร…ชิมอาหารรสเลิศอะไรบ้าง แต่ถ้าแผนการที่วาดไว้ต้องมาล้มเลิกหรือล่าช้าจนเสียความรู้สึก เพราะไม่ผ่านตม.ล่ะ ?…ญี่ปุ่นอยู่แค่เอื้อมแท้ ๆ แต่ต้องมายืนรอหน้าประตูเข้าบ้าน…เหมือนกำลังชะเง้อดูหนังกลางแปลงผ่านกำแพงวัดเลยนะนั่น …ฉันมันคนไม่มีสิทธ์ !?! เฮ่อ

เพราะฉะนั้นถ้าอยากให้เป้าหมายของเราไม่ไปหยุดแค่ครึ่งทางแล้วล่ะก็ มาดูกันดีกว่าว่าสิ่งสำคัญอะไรบ้างที่เราจะต้องเตรียมให้พร้อม และควรจะมีสำรองไว้ เผื่อฉุกเฉินจะได้คว้ามากางให้เจ้าหน้าที่ดูได้ทันท่วงที ไม่ต้องรนจนทำอะไรไม่ถูก

1. เอกสารเพื่อขอเข้าประเทศ

อย่างแรกเลย เมื่อเราจะเข้าบ้านคนอื่นก็ต้องมีการขออนุญาติเข้าบ้านใช่ไหมครับ ซึ่งสำหรับการเดินทางเข้าประเทศอื่น ๆ นั้น เราจะต้องใช้เอกสารสองอย่าง ได้แก่ ใบตม.และใบศุลกากร โดยเราจะได้รับเอกสารดังกล่าวจากพนักงานสายการบินตั้งแต่อยู่บนเครื่อง ดังนั้นขอแนะนำให้กรอกข้อมูลให้เรียบร้อยครบถ้วนก่อนที่จะถึงญี่ปุ่นเพื่อช่วยลดเวลา แต่ถ้าไม่ได้รับเอกสาร ทำหาย ฉีกขาด หรือต้องการกรอกใหม่ก็สามารถหยิบได้เมื่อลงจากเครื่องแล้ว ซึ่งจะอยู่บริเวณก่อนเข้าด่านตรวจคนเข้าเมือง

• ใบ ตม. (Disembarkation Card) คือ เอกสารแสดงรายละเอียดของผู้ที่ต้องการเข้าประเทศ ลักษณะจะเป็นเอกสารสีครีมแนวนอน มี 2 หน้า…ใบตม.นี้จะถูกเก็บไปหลังจากผ่านด่านขาเข้าไปแล้ว

• ใบศุลกากร (Customs Declaration) คือ เอกสารสำหรับใช้ตรวจสอบสิ่งของที่เรานำเข้าประเทศญี่ปุ่น ว่ามีสิ่งผิดกฏหมายหรือมีปริมาณที่เกินกำหนดหรือไม่ ลักษณะจะเป็นเอกสารใบสีเหลืองแนวตั้ง มี 2 หน้า ให้ทำการกรอกข้อมูล 1 ใบ ต่อ 1 ครอบครัว (1 ครอบครัวมี 3 คน ใช้เอกสาร 1 ชุด ,มากับเพื่อนใช้เอกสารคนละชุด)…ใบศุลกากรจะถูกเก็บหลังจากที่รับกระเป๋าเรียบร้อยแล้ว

2. หนังสือเดินทางหรือพาสปอร์ต (Passport)

หนังสือเล่มแดงที่สุดแสนจะสำคัญนี้เป็นหลักฐานที่ใช้แสดงตัวตนของเราเมื่ออยู่ต่างประเทศ เทียบได้กับบัตรประจำตัวประชาชนเลยทีเดียว ถึงแม้ว่าการเข้าประเทศญี่ปุ่นของคนไทยจะไม่ต้องทำวีซ่า แต่พาสปอร์ตก็ยังจำเป็นต้องใช้อยู่ เพราะฉะนั้นเราต้องอย่าลืมตรวจสอบวันหมดอายุให้ดี ซึ่งมีข้อกำหนดว่าพาสปอร์ตจะต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 6 เดือน

*** สำหรับใครที่มีพาสปอร์ตหลายเล่มแล้วบังเอิญว่าเล่มล่าสุดยังว่างอยู่ แนะนำให้เอาเล่มเก่าติดตัวไปด้วย อย่างน้อยเจ้าหน้าที่จะได้เห็นว่าเรามีการเดินทางไปกลับมาแล้วหลายประเทศ

3. บัตรโดยสารเครื่องบินทั้งขาไปและขากลับ

ถือว่าเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยที่ทำให้เราผ่าน ตม.ได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะตั๋วเดินทางกลับ เราควรมีสำเนาเก็บไว้ ไม่ว่าจะเป็นเอกสาร ภาพถ่าย ไฟล์ข้องมูล สำรองไว้ให้หมด เพราะจะทำให้เจ้าหน้าที่มั่นใจมากขึ้นว่าเรามีกำหนดการเดินทางกลับที่แน่นอน

4. หลักฐานการจองที่พัก

เพื่อใช้ยืนยันว่าเราจะอาศัยอยู่ที่ญี่ปุ่นกี่วัน อย่างน้อยเราควรรู้ชื่อ ที่อยู่ และเบอร์โทร ของโรงแรมที่เราจะเข้าไปพัก หรือกรณีที่เราไปอาศัยอยู่กับคนรู้จักก็ยิ่งต้องรู้รายละเอียดอื่นคร่าว ๆ ด้วย คงไม่เหมาะแน่หากเราจะไปแบบไม่มีจุดหมายปลายทาง ไม่มีกำหนดการอะไร

5. โปรแกรมการท่องเที่ยว

เราควรจัดโปรแกรมให้ชัดเจนเลยว่าเราจะเดินทางไปทำกิจกรรมอะไรบ้าง ที่ไหน ชื่อสถานที่และจังหวัดอะไร เดินทางด้วยอะไร มากันกี่คน มีใครบ้างและใช้เวลากี่วัน หากมีแผนที่ บัตรเข้างาน ตั๋วโปรโมชั่น หรือเอกสารอะไรที่ใช้ยืนยันการไปเที่ยวได้ก็ควรเตรียมไว้ให้หมด ที่สำคัญเราควรจำและสามารถเล่าได้คร่าว ๆ เมื่อต้องตอบคำถามของเจ้าหน้าที่ด้วย

6. หนังสือรับรองการทำงานที่ไทย

สำหรับหนังสือรับรองการทำงานในส่วนนี้ไม่ถึงกับว่าจะต้องมี แต่หากหามาได้อย่างน้อยเจ้าหน้าที่ก็จะได้เชื่อว่าเรายังมีภาระหน้าที่ มีความจำเป็นที่จะต้องเดินทางกลับไทยแน่นอน

7. ตรวจสอบของต้องห้าม

ญี่ปุ่นได้เพิ่มมาตรการการตรวจเข้มในสนามบินเรื่องสิ่งของที่จะนำเข้าประเทศมากขึ้น เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อยและปลอดภัย เพราะฉะนั้นคนไทยเราก็ต้องปรับตัวและเตรียมพร้อมที่จะได้รับการตรวจสอบ โดยเฉพาะสิ่งของที่มีลักษณะต้องห้าม เช่น ยาเสพติด ,อาวุธปืน ,สินค้าปลอม-สินค้าลอกเลียนแบบ ,สัตว์สายพันธุ์ต่างถิ่น ,สิ่งของที่ป้ายไม่ตรงความเป็นจริง เป็นต้น

8. เตรียมตอบคำถาม

ประการด่านสุดท้ายก็คือ ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองนี่แหละ จริง ๆ แล้วสิ่งที่เจ้าหน้าที่จะถามเรามันไม่ได้ยากอะไรมากมาย เพียงแต่ว่าเราควรตอบ อย่างมั่นใจ ชัดเจน ไม่โกหก ไม่ทำหน้าตาท่าทางส่อพิรุธหรือกระวนกระวายจนน่าสงสัย

…ในกรณีที่เราพูดภาษาอังกฤษไม่เก่งและพูดญี่ปุ่นไม่ได้เลย มันไม่ถึงกับจะทำให้เราถูกห้ามเข้าประเทศแน่นอน เราควรใช้ภาษากายช่วยเพื่อให้สื่อสารกับเจ้าหน้าที่เข้าใจง่ายยิ่งขึ้น แต่อีกอย่างที่เราควรให้ความสำคัญเหมือนกัน คือ เราจะต้องไม่ก้าวร้าว ตอบคำถามด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม แล้วการเดินทางผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองก็จะสดใสเองครับ

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here